ประกาศผลการประกวดงานเขียนของชมรมผู้บำเพ็ญความดี
- Friday, February 5, 2010, 20:31
- Featured stories
- 52 views
- 5 comments

ชมรมผู้บำเพ็ญความดีจัดการประกวดงานเขียน เพื่อเป็นเวทีให้ได้ถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์ผ่านตัวอักษร เพื่อร่วมกันสร้างสังคมให้ดียิ่งขึ้น โดยผลงานทุกชิ้นที่ได้รับรางวัลจะได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสารของชมรมและเผยแพร่ไปยังหน่วยงานราชการต่างๆ ผลการประกวด เป็นดังนี้
รางวัลชนะเลิศ เงินรางวัล ๑,๐๐๐ บาท ใบประกาศเกียรติคุณ และวารสาร
ผลงาน “พ่อของแผ่นดิน” โดย นายเกรียงไกร ฮ่องเฮงเส็ง
รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ ๑ เงินรางวัล ๕๐๐ บาท ใบประกาศเกียรติคุณ และวารสาร
ผลงาน “พ่อของฉัน พ่อของลูก และพ่อของเรา” โดย นางดุษรินทร์ จิตประเสริฐพงศ์
รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ ๒ เงินรางวัล ๓๐๐ บาท ใบประกาศเกียรติคุณ และวารสาร
ผลงาน “สมัชชาชาวพุทธเพื่อความมั่นคงทางพระพุทธศาสนา” โดย นาย ธีรศักดิ์ จันทรเกิด
รางวัลชมเชย ใบประกาศเกียรติคุณ และวารสาร ๒ รางวัล
ผลงาน “จดหมายเพื่อนแห่งภูผา” โดย Mury
ผลงาน “ฉันคอย ฉันคอย รู้ไหม๊ ฉันคอย” โดยลูกหมอลำ
ขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับรางวัลทุกท่าน และขอขอบคุณที่ส่งผลงานเข้าร่วมประกวดเพื่อช่วยกันสร้างสรรค์สังคมของเราให้ดียิ่งขึ้น
ประกาศเรื่องการประกวดงานเขียนครั้งที่ ๓
งานเขียนส่งเข้าประกวดได้หลายรูปแบบ ทั้ง ความเรียง บทความ เรื่องสั้น บทกวี โดยงานเขียนจะได้รับรางวัลดังนี้คือ
รางวัลชนะเลิศ เงินรางวัล และใบประกาศเกียรติคุณ
รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ ๑ เงินรางวัลและใบประกาศเกียรติคุณ
รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ ๒ เงินรางวัลและใบประกาศเกียรติคุณ
รางวัลชมเชย ใบประกาศเกียรติคุณ
ทุกผลงานที่ได้รับรางวัลจะได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสารชมรม คณะกรรมการจะคัดคำให้ถูกต้อง ก่อนตีพิมพ์เผยแพร่
ผู้ที่สนใจสามารถส่งงานเขียนเข้าประกวดได้ที่
เวบบอร์ดนี้ หรือเมล์มาที่ administrator@bumpendee.org หรือส่งไปรษณีย์มาที่
ชมรมผู้บำเพ็ญความดี รพ.นาเชือก อ.นาเชือก จ.มหาสารคาม 44170
หมดเขต 31 มีนาคม 2553
จะประกาศผลภายในวันที่ 5 เมษายน 2553 และตีพิมพ์ลงในวารสารฉบับต่อไปภายในเดือนเมษายน
รายละเอียดการให้คะแนน
1. ความยาวพอดีกับหน้ากระดาษ A 4 ขนาดตัวอักษรพอดี และความยาวพอดีหน้ากระดาษให้ 5 คะแนน
2. การใช้ภาษาดูที่ การสะกดคำ การลำดับประโยค การใช้สำนวน การใช้ภาษาเขียน ไม่ใช้ภาษาฟุ่มเฟือย การย่อหน้า การเว้นวรรค และไวยากรณ์อื่นๆ
3. ความคิดสร้างสรรค์ ดูที่เนื้อความแปลกใหม่ มีเหตุผล มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
4. คุณค่าของเนื้อหา ดูที่เนื้อความเกิดประโยชน์แก่ผู้อ่าน ความคมคาย แฝงแง่คิด ไม่ก่อให้เกิดข้อพิพาท หรือกระทบต่อสถาบันต่างๆ
5. รูปแบบเนื้อหา เนื้อหาสอดคล้อง มีทั้งกล่าวนำ แสดงรายละเอียด และชี้ข้อสรุปที่ต้องการสื่อ ไม่จำเป็นต้องเรียงตามลำดับ
6. ความชัดเจนของเนื้อหา ดูที่ การใช้คำได้ตรงกับเนื้อหา สื่อประเด็นได้ชัดเจน อ่านเข้าใจง่าย
7. เนื้อหาน่าสนใจ เร้าอารมณ์ อ่านแล้วชวนให้ติดตาม และอยากอ่านต่อจนจบ ว่าผู้เขียนจะจบอย่างไร
ผู้สนใจสามารถดูผลงานครั้งที่ผ่านมา และดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.bumpendee.org
ประกาศจากคณะกรรมการชมรมผู้บำเพ็ญความดี
About the Author
5 Comments on “ประกาศผลการประกวดงานเขียนของชมรมผู้บำเพ็ญความดี”
Write a Comment
Gravatars are small images that can show your personality. You can get your gravatar for free today!

รางวัลชนะเลิศอันดับที่ ๑ “พ่อของแผ่นดิน”
“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” พระปฐมบรมราชโองการที่เป็นดั่งคำมั่นสัญญาระหว่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับประชาชน ตลอดรัชสมัยกว่าหกทศวรรษซึ่งนับเป็นการครองราชย์อันยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทยและในโลกหล้า พระองค์ได้พิสูจน์ให้เห็นว่ามธุรสวาจาดังกล่าวเป็นความจริงตามครรลองของพระราช จริยวัตรที่หยัดยืนอยู่เคียงข้างประชาชนมาโดยตลอด สอดรับกับพระนาม“ภูมิพล”ซึ่งแปลว่า“กำลังของแผ่นดิน” พระองค์จึงเป็นดั่งต้นไม้ที่ปกเกล้าคุ้มครองชาวไทยให้สงบร่มเย็นตลอดมา
“ต้นไม้ของพ่อหยั่งรากแก้ว เพื่อแน่แน่วอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเล็งเห็นว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้น ต้องเริ่มจากการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวคือ ดิน น้ำและป่าไม้ โดยทรัพยากรดินนั้นทรงมีพระราชดำริให้ตั้งวงการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของดินในทุกประเภท ในส่วนของทรัพยากรน้ำ โครงการตามพระราชดำริที่มีมากกว่าสองพันแห่งนั้นเกินกว่าครึ่งเป็นโครงการเกี่ยวกับระบบชลประทานและการพัฒนาแหล่งน้ำ อาทิ โครงการฝนหลวง โครงการพัฒนาแหล่งน้ำผิวดิน เป็นต้น และสุดท้ายการอนุรักษ์ป่าไม้ ทรงส่งเสริมการปลูกป่าอันเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารผ่านโครงการปลูกป่าชัยพัฒนาแม่ฟ้าหลวง โครงการรักษาป่าต้นน้ำ โครงการป่าสามประโยชน์สี่ฯลฯ โดยมีเป้าหมายให้สิ่งแวดล้อมดีมีความอุดมสมบูรณ์
“ต้นไม้ของพ่อแผ่กิ่งก้าน เพื่อสืบสานพระศาสนา” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักดีว่าต้นไม้ของพระองค์จะดำรงอยู่ได้ ก็ด้วยธรรมอำไพที่พสกนิกรเทิดไท้ในพระราชจริยวัตรของความเป็น“องค์ศาสนูปถัมภก” กล่าวคือ ทรงวางพระองค์เป็นกลางทางศาสนาโดยไม่แบ่งแยกหรือกีดกันความเชื่อความศรัทธาของประชาชน เพราะประเทศไทยเป็นพหุสังคมที่มีความแตกต่างหลากหลายทั้งทางเชื้อชาติ ศาสนาและวัฒนธรรม พระองค์จึงทรงให้อิสระแก่พสกนิกรในการเลือกครรลองของการเสริมสร้างความสุขในชีวิต ด้วยประทีปธรรมตามหลักคำสอนของแต่ละศาสนาที่ล้วนแล้วแต่ปรารถนาให้ศาสนิกชนดำรงตนเป็นคนดีด้วยกันทั้งสิ้น ขณะเดียวกัน “ทศพิธราชธรรม”หรือหลักธรรมแห่งราชาคือเสาหลักทางศาสนาที่พระองค์ทรงยึดถือปฏิบัติเป็นที่ตั้ง
“ต้นไม้ของพ่อผลิดอกงาม บ่งบอกความเป็นกษัตริย์การเกษตร” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักดีว่าประเทศไทยมีพื้นฐานของความเป็นสังคมเกษตรกรรม ซึ่งอุดมด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นทรัพย์ในดินสินในน้ำสร้างความมั่งคั่งรุ่มรวยให้แก่ประเทศชาติมาช้านาน ทรงใช้ที่ว่างในเขตพระราชฐานจิตรลดาให้เป็นประโยชน์โดยสร้างศูนย์วิจัยทดลอง โรงรีดนมวัว โรงสีข้าว แปลงผัก นาข้าวและบ่อเลี้ยงปลา จึงเป็นสภาพที่ไม่อาจพบเห็นได้จากพระราชวังอื่นใดในโลกหล้า ทั้งยังทรงคิดค้นทฤษฎีใหม่เพื่อเป็นแนวทางบริหารจัดการที่ดินสำหรับเกษตรกรรายย่อย ทำให้เกษตรกรสามารถพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน
น่าภาคภูมิใจแทนชาวไทยทั้งประเทศ ที่เราทุกคนต่างเกิดบนผืนแผ่นดินที่มีความเป็นเอกราชไม่ขึ้นตรงต่อประเทศอื่นใด มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์เป็นอู่ข้าวอู่น้ำคอยหล่อเลี้ยงทุกชีวิตให้อยู่ดีมีสุข ประชากรในประเทศมีศาสนาช่วยจรรโลงจิตใจให้ห่างไกลจากกิเลส ประเทศไทยจึงได้ชื่อว่าเป็นสยามเมืองยิ้ม ที่เต็มไปด้วยคนดีมีน้ำใจให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาโดยตลอด เหนือสิ่งอื่นใดเราทุกคนต่างมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นพ่อของแผ่นดิน ดุจร่มโพธิ์ร่มไทรปกเกล้าพสกไทยให้เกิดความสงบร่มเย็นมาโดยตลอด จึงขอเชิญชวนชาวไทยให้ร่วมกันถวายความจงรักภักดีอย่างสูงสุดด้วยการทำหน้าที่เป็น“ลูกไม้ที่หล่นไม่ไกลต้น” คือก้าวย่างตามรอยพระยุคลบาท โดยน้อมรับทุกพระราชดำรัสที่สดับรับฟังมาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต น้อมนำเอาแบบอย่างของทุกพระราชกรณียกิจมาปรับใช้ในการครองตน ครองคน ครองงานและครองสังคมให้ร่มเย็นเป็นสุข
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๑ “พ่อของฉัน พ่อของลูก และพ่อของเรา”
ใครหนอ รักเราเท่าชีวี ใครหนอปราณีไม่มีเสื่อมคลาย
ใครหนอรักเราใช่เพียงรูปกาย รักเขาไม่หน่าย มิคิดทำลาย ใครหนา
ใครหนอ เห็นเราเศร้าทรวงใน ใครหนอ เอาใจปลอบเราเรื่อยมา
ใครหนอ รักเราดังดวงแก้วตา รักเขากว้างกว่าพื้นพสุธานภากาศ
จะเอาโลกมาทำปากกา แล้วเอานภามาแทนกระดาษ
เอาน้ำหมดมหาสมุทรแทนหมึกวาด ประกาศพระคุณไม่พอ
เมื่อเริ่มต้นเข้าสู่เดือนธันวาคมเดือนที่มีวันสำคัญคือวันพ่อแห่งชาติ ฉันก็นึกถึงคำว่า ‘‘พ่อ’’ คำสั้นๆแต่มีความหมายที่ยิ่งใหญ่ ฉันคิดถึงคนสามคนที่ฉันเรียกว่า “พ่อ”
“พ่อของฉัน” ครอบครัวของฉันมีพ่อ แม่ ฉัน และน้องชาย 2 คน พ่อของฉันมีอาชีพรับราชการครูในโรงเรียนเล็กๆแห่งหนึ่ง จะว่าท่านเป็นหัวหน้าครอบครัวก็ว่าได้ เพราะรายได้ส่วนใหญ่ก็ได้มาจากเงินเดือนพ่อ นอกจากพ่อจะเป็นครูแล้วท่านยังทำงานบ้านทุกอย่าง เมื่อมีงานในหมู่บ้านเช่นงานบุญต่างๆ พ่อของฉันจะไปช่วยงานเสมอ เมื่อชาวบ้านมีเรื่องเดือดร้อนก็จะมาปรึกษาพ่อ บางทีฉันก็คิดว่า พ่อเป็นผู้ใหญ่บ้านซะอีก พ่อกับแม่มักมีคำสอนต่างๆมากมายแต่ฉันก็จำได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ที่ฉันจำได้แม่นคือท่านสอนให้ฉันและน้องออมเงินตั้งแต่เด็กๆ ให้เงินไปโรงเรียนแล้วก็ให้เหลือเก็บมาหยอดกระปุกออมสินที่บ้านด้วย ใครหยอดเต็มกระปุกก่อนก็จะมีรางวัลให้ แล้วพาไปฝากธนาคาร(บางทีฉันกับน้องก็แอบไปค้างค่าขนมโดยลงบัญชีพ่อในสหกรณ์ที่โรงเรียนเพื่อจะได้มีเงินเหลือกลับไปหยอดกระปุกเยอะๆ) ฉันคิดเสมอว่าทำไมผู้ชายคนนี้ถึงทำงานเพื่อครอบครัวเพื่อสังคมอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยได้มากมายเพียงนี้ แต่เมื่อฉันโตขึ้นถึงเข้าใจเหตุผลของคำว่าความสุข และในความรู้สึกฉันพ่อคือฮีโร่ของฉันเสมอ แต่ฉันก็ไม่ค่อยกล้าบอกรักพ่อนัก จะมีก็แต่วันพ่อที่ฉันเขียนการ์ดใบเล็กๆให้ท่านแล้วกราบท่าน ฉันรู้สึกได้ถึงความดีใจของท่าน บางทีท่านยังแอบน้ำตาซึม
“พ่อของลูก” เมื่อฉันเรียนจบ มีงานทำ ฉันคิดเสมอว่าหากมีครอบครัวฉันอยากได้สามีที่รักฉัน ดูแลฉันได้ และเก่งไม่แพ้พ่อของฉันและแล้วฉันก็ได้พบกับผู้ชายคนนั้น ฉันตัดสินใจแต่งงานกับเขาปัจจุบันเรากำลังมีลูกด้วยกันซึ่งฉันคิดว่านี่แหละคือความสุขที่แท้จริง เราไม่ต้องมีเงินทองมากมายแต่เราก็มีความสุขได้ เขารักและดูแลฉันอย่างเสมอต้นเสมอปลายตั้งแต่วันแรก ยิ่งเขากำลังจะเป็นพ่อ เขายิ่งทำงานเพิ่มขึ้นทั้งงานประจำและงานบ้าน แม้วันไหนเราก็ต่างทำงานกลับบ้านด้วยความเหน็ดเหนื่อย ฉันมักจะบ่นด้วยความหงุดหงิด แต่เขากลับนวดให้ฉันและพูดคุยกับลูกในท้องอย่างยิ้มแย้มเสมอ เค้าบอกฉันว่าคำสอนที่ดีไม่เท่ากับตัวอย่างที่ดี เราอยากให้ลูกเป็นคนดีเราต้องทำแต่สิ่งดีๆ นอกจากเค้าจะเป็นสามีที่ดีแล้วฉันมั่นใจว่าเค้าต้องเป็นพ่อที่ดีได้แน่นอน
“พ่อของเรา” และพ่อผู้ยิ่งใหญ่อีกท่านก็คือพ่อหลวงของปวงชนชาวไทย พระองค์ท่านทรงเป็นที่รักและเทิดทูนของคนไทย หรือแม้แต่ต่างชาติเองก็รักและชื่นชมพระองค์เพราะท่านทรงทำเพื่อลูกๆทุกอย่าง พระองค์ท่านทรงมีโครงการต่างๆมากมายที่เป็นประโยชน์ต่อพวกเราโดยเฉพาะโครงการเศรษฐกิจพอเพียงที่ฉันพยายามปฏิบัติตามและฉันเชื่อว่าเมื่อคนไทยที่ปฏิบัติตามแล้วก็จะพบกับความสุขที่แท้จริง ฉันโชคดีที่ได้เกิดเป็นลูกพ่อ เกิดในประเทศไทยที่มีพ่อเพียงคนเดียวดูแลลูกทั้งประเทศ พระองค์ท่านทรงงานอย่างหนัก ไปทุกหนทุกแห่งโดยไม่กลัวความยากลำบากและความเหน็ดเหนื่อย
ฉันไม่รู้จะตอบแทนพระคุณพ่อของฉันและพ่อหลวงได้ยังไงกับสิ่งที่พ่อให้แต่ฉันจะประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นคนดีของพ่อ เป็นคนดีของสังคมไม่ทำเรื่องเดือดร้อนให้สังคมและประเทศชาติ ไม่ทำให้พ่อต้องไม่สบายใจ และตอบแทนสามีด้วยการเป็นภรรยาที่ดี และแม่ที่ดีของลูก หากพวกเรารักพ่อ ไม่อยากให้พ่อเหนื่อย มาร่วมกันทำความดีเพื่อพ่อกันนะค่ะ วันนี้คุณทำอะไรเพื่อพ่อ และคนที่คุณรัก แล้วหรือยัง…
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๒ “สมัชชาชาวพุทธเพื่อความมั่นคงทางพระพุทธศาสนา”
ข้าพเจ้ามีความคิดเห็นว่าทุกคนที่ได้เกิดบนแผ่นดินไทย ควรจะมีความภาคภูมิใจ ถึงแม้ว่าบางคนจะเป็นไทยพุทธและไทยมุสลิม แต่ถึงอย่างไรก็ตามพวกเราก็เป็นคนไทยเหมือนกัน ดังนั้นทุกคนควรจะมีความตระหนักถึงการบำรุงพระพุทธศาสนาให้เป็นที่ประจักษ์แก่คนต่างชาติถ้าทุกคนมีความคิดเห็นพ้องต้องกันและให้การเอาใจใส่ ประเทศไทยก็จะมีแต่ความสงบสุข
ข้าพเจ้าเคยเข้าบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนที่วัดหลวงพ่อพัฒนาราม จังหวัดสุราษฎร์ธานี การบวชในครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้แรงบันดาลใจมาจากญาติผู้ใหญ่ชักชวนให้บวช เมื่อข้าพเจ้าตกลงว่าจะบวช ญาติผู้ใหญ่ทั้งหลายต่างปลื้มปิติมาก ก่อนถึงวันบวช ทางวัดมีการจัดโครงการให้ทดลองเข้าค่าย5วัน ให้เหมือนจริงทุกอย่าง แตกต่างกันตรงที่ ให้นุ่งขาวห่มขาวแต่ยังไม่ปลงผม เป็นการฝึกความอดทนอย่างแท้จริง เมื่อได้เข้าค่ายครบตามที่กำหนดแล้ว เช้าวันต่อมาจะเป็นการวัดใจว่าคุณจะเป็นสิงห์หรือจะเป็นแมว ถ้าไม่มาตามเวลาที่กำหนดแสดงว่าเป็นแมว แต่สำหรับข้าพเจ้าไปถึงก่อนเวลาที่พระจะทำการปลงผมเสียอีก หลังจากนั้นตอนค่ำก็มีชี้แจงเกี่ยวกับการมอบจีวรจากผู้ปกครอง รวมถึงมีการให้ขอขมาต่อพ่อแม่ที่ลูกเคยทำอะไรผิดไว้ จากเหตุการณ์ที่ข้าพเจ้าได้ยกตัวอย่างขึ้นมาเป็นเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับข้าพเจ้าถึงแม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆแต่เป็นการขัดเกลาจิตใจให้ซาบซึ้งในพระพุทธศาสนา ดังมีคำกล่าวไว้ว่ารสอะไรก็ไม่ลึกซึ้งเท่ารสพระธรรม ใช้ได้จริงกับเหตุการณ์นี้ สอนให้มีการขัดเกลากิเลสทีละเล็กทีละน้อย ข้าพเจ้ายังมีความเชื่ออีกว่าคนที่ได้รับการฝึกความอดทนต่อกิเลส สามารถนำไปใช้ในการแก้ไขปัญหาพัฒนาตนเองให้มีจิตใจที่เข้มแข็งและสามารถยับยั้งกิเลสได้มากขึ้น
อีกเหตุการณ์เป็นการร้องเพลงชาติให้ครบทั้ง 76 จังหวัดโดยเริ่มจากจังหวัดกระบี่เป็นจังหวัดแรก และสิ้นสุดที่จังหวัดกรุงเทพมหานครมีการร้องเพลงชาติที่สนามกีฬาศุภชลาศัย ร้องโดยไม่มีเสียงดนตรี เป็นการร้องสดและเริ่มต้นร้องโดยท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งการร้องเพลงชาติในครั้งนี้ข้าพเจ้ามีความภูมิใจมากที่จะได้เห็นคนไทยทุกคนมีการรักกันอย่างแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และส่งเสริมให้มีการรักและหวงแหนแผ่นดินไทยมากยิ่งขึ้น แต่น่าเสียดายที่ข้าพเจ้าไม่ได้ไปเข้าร่วมกิจกรรมร้องเพลงชาติด้วย ถึงอย่างไรก็ตามข้าพเจ้าก็ยังดีใจที่ได้เห็นคนไทยมีความรักและสามัคคีกันมากขึ้น ถ้าครั้งหน้ามีกิจกรรมอะไรดีๆแบบนี้อีก ข้าพเจ้าจะพยายามไปเข้าร่วมโครงการให้ได้ เพราะข้าพเจ้าก็เป็นคนไทยคนหนึ่งที่รู้สึกดีใจมากที่ได้เกิดบนแผ่นดินไทย และมีพระมหากษัตริย์ที่ทรงงานหนักมาโดยตลอด เพื่ออยากให้คนไทยมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
ในขณะนี้มีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงระหว่างไทยพุทธกับไทยมุสลิม เนื่องจากไทยมุสลิมต้องการความเป็นอยู่อย่างอิสระ ซึ่งประเทศไทยเคยจัดโครงการเมื่อปี 2547 จัดให้คนไทยได้พับนกเพื่อใช้เป็นสื่อกลางที่จะแสดงความรักระหว่างไทยพุทธกับไทยมุสลิมให้มีความรักกันมากขึ้นกว่าเดิม เพราะความรักเท่านั้นที่จะทำให้เกิดความแน่นแฟ้นและเห็นความสำคัญมากยิ่งขึ้นกับคนไทยด้วยกัน แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ ข้าพเจ้าก็เอาใจช่วยรัฐบาลที่ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน หวังอยากให้ประสบผลสำเร็จ เพราะในหลวงของเราคงมีความปลาบปลื้มใจมาก ถ้าดับไฟใต้ได้ เราทุกคนจะต้องเล็งเห็นความสำคัญและเร่งระดมแก้ไขปัญหาระหว่างไทยพุทธกับไทยมุสลิมให้ได้โดยเร็ว เพราะเป็นปัญหาที่ยิ่งใหญ่มากและเป็นปัญหาระดับโลก รวมทั้งจะต้องจัดการปัญหาของชาวภาคอีสานที่กำลังเดินผิดทางและทำลายประเทศซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ และสร้างปัญหามากให้กับชาวไทย ปัญหาทุกอย่างจะจัดการให้หมดไปได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับทุกคนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย เพราะคนไทยเท่านั้นที่จะทำให้เมืองไทยน่าอยู่ รวมทั้งประเทศไทยขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่รักความสงบ มีความประนีประนอม และเป็นมิตรด้วยแล้ว ชาวต่างชาติยังชมคนไทยว่ายิ้มเก่งอัธยาศัยดี เมื่อชาวต่างชาติชื่นชมแล้วเราก็ควรจะมีความภาคภูมิใจและน่าจะแสดงศักยภาพว่าคนไทยมีมิตรภาพที่ดีและเป็นกันเอง ถ้าคนไทยไม่รักกันแล้วเพลงชาติไทยก็คงจะไม่มีความหมายที่จะร้องต่อไป เพราะร้องไปแล้วไม่มีใครฟัง หยุดได้แล้วสำหรับความขัดแย้งกับคนไทยด้วยกัน
ข้าพเจ้าในฐานะที่เป็นชาวพุทธคนหนึ่ง ขอภาวนาให้คนไทยทุกคนมีสติขัดเกลาจิตใจตนให้เกิดจิตสำนึก และคิดได้ว่าทุกคนต่างก็ล้วนมีปัญหา คนที่ไม่มีปัญหาย่อมไม่ได้ลงมือกระทำสิ่งใด หรืออาจจะกล่าวได้ว่าคนที่ไม่มีปัญหากับชีวิตย่อมจะไม่มีในโลก ดังมีคำกล่าวไว้ว่า ปัญหาเล็กถ้าสะสมไว้มากๆก็จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ในที่สุดและยากสำหรับการแก้ไข เพราะฉะนั้นแล้วเมื่อมีปัญหาอะไรก็ควรจะหันหน้าเข้ามาพูดคุยอย่างมีเหตุผล ความสำเร็จภายนอกประเทศจะไร้ความหมายอย่างยิ่ง ถ้ากลับเข้ามาในประเทศแล้วทุกคนต่างหันหลังให้ไม่ให้ความใส่ใจกัน เพราะฉะนั้นรักกันเข้าไว้ กอดกันให้แน่นไว้กับคนไทยด้วยกัน เพื่อความสันติสุขและสงบอย่างยั่งยืน
รางวัลชมเชย “ฉันคอย ฉันคอย รู้ไหม๊ ฉันคอย”
ฉันคอย ฉันคอย รู้ไหม๊ ฉันคอย ตะวันคล้อยจะลอยลับเขาพระสุเมรุ นกน้อยเคียงคู่ยามเย็น ท้องฟ้ามองเห็นเช่นสีคราม
จนอรุ่งรุ่งของวันใหม่ วันนี้ฉันตื่นนอน 04.30 น. เพื่อการธุระที่ฉันตั้งเป้าว่าต้องทำเสร็จอย่างง่ายดาย ฉันมุ่งหน้าโดยรถยนต์ส่วนตัว 07.20 น. อย่างเร่งรีบถึงโรงพยาบาลจังหวัด 08.32 น. ฉันวิ่งไปรับบัตรคิวทิ้งแม่ที่ค่อยๆ เดินตามหลังอย่างเชื่องช้า ทั้งที่จริงต้องประคองแล้วค่อยเดิน ฉันได้รับบัตรคิวที่ 40 ฉันใจหายวาบ เที่ยงคงได้พาแม่กลับบ้านกระมัง ก่อนออกจากบ้านมา แม่บ่นตลอด “หมอนัดก็ช่าง ฉันไม่อยากพบหมอ ฉันขี้เกียจรอ ฉันหายแล้วไม่จำเป็นต้องไปเลย ฉันเบื่อ” แม่โกรธฉันนะ ฉันต้องนิ่งเงียบในคำบ่น ฉันปลอบแม่ว่า “นิดหน่อยแป๊บเดียว เดี๋ยวก็เสร็จแล้ว” ฉันต้องไม่ลืมตะกร้าหมากแม่ เพราะกลัวถูกบ่นด่ามากกว่าเดิม ระหว่างนั่งรอ มีเจ้าหน้าที่มาประชาสัมพันธ์แบบไม่ชัดเจน ฉันจับใจความไม่ค่อยได้ อีกไม่กี่นาทีจะเที่ยง ฉันมองดูที่ป้ายหน้าห้องพึ่งจะถึงคิวที่ 20 เจ้าหน้าที่พยาบาลที่นั่งอยู่หน้าห้องตรวจหน้าตาเฉื่อยชา ไม่ยิ้มแย้มเหมือนแบกโลกไว้ทั้งโลก
ที่นี่คือห้องตรวจผู้ป่วยนอกคลินิกโรคตา ฉันนั่งรอกับแม่หน้าห้องตรวจไฟบนเพดานกระพริบตลอด คนปกติยังรู้สึกเวียนหัว ฉันเลยหาโอกาสแจ้งในสิ่งที่เห็นให้กับเจ้าหน้าที่ทราบว่าควรปิดหรือซ่อมไฟหลอดนี้ คำตอบที่ได้รับนั้นเหมือนไม่ยินดี เหมือนคนที่บอกชอบ ส.ใส่เกือกสีเขาหน้าบึ้งตึง ตอบกลับว่า “ต้องคอยเสนอซ่อม คงอีกนาน” เหมือนไม่สนใจ ที่นั่งคับแคบคนเยอะเลือกที่นั่งไม่ได้ ฉันต้องพาแม่เดินไปนั่งเบียดรอที่อื่นที่ไฟไม่กระพริบ เพื่อตาของแม่จะได้ไม่เป็นอันตราย แม่เริ่มอ่อนเพลีย ความดันแม่สูงในบางช่วง ฉันหยิบนมทั้งขนมให้แม่ทาน ฉันและแม่เดินลงไปชั้นล่าง อาคารที่มีอาหารบริการ ช่วงเวลาแห่งการรอคอย “แม่เหนื่อย แม่เบื่อ” นี่คือคำบ่นของแม่ ฉันจับไหล่แม่ประคองให้นอนลงบนที่นั่งรอคนไข้ ฉันให้แม่นอนหนุนตักเพื่อการพักผ่อน แต่แม่ก็ไม่พอใจ “แม่บอกแล้วใช่ไหม ไม่ต้องมาอีกแล้ว พาฉันไปกินหมากเดี๋ยวนี้” ใกล้จะเที่ยงแล้ว พยาบาลบอกว่าหมายเลข 21 เป็นต้นไปให้รอช่วงบ่ายนะ ฉันพาแม่ไปทานอาหารที่แม่ชอบแบบอาหารอีสาน แต่แม่ก็ทั้งกินทั้งบ่น “ฉันเบื่อ ฉันเบื่อ” ชีวิตฉันสติเหมือนจะแตกดับแห่งความอดทน ลางานบ่อยเกรงใจเพื่อนร่วมงาน แต่ฉันทำเพื่อแม่เพื่อสุขภาพของแม่นะ เมื่อ 15.06 น. ได้รับการตรวจตาค่ะ หลังผ่าตัด หมอบอกว่าตาแม่ดีขึ้นแล้ว หมอนัดอีกครั้งเดือนหน้า รับยาขึ้นรถกลับบ้านอย่างโล่งใจ แต่แม่ยังบ่น “ห้ามเลยนะ อย่าพาแม่มาอีก ไม่มาอีกแล้วเบื่อ” องค์กรของฉันที่บ้าน ผู้มารับบริการจะรู้สึกเหมือนแม่หรือเปล่า ฉันรู้สึกเหมือนแม่ แต่ฉันไม่บ่น แต่สิ่งที่ฉันได้รับในวันนั้นบอกให้รู้ว่า “การสื่อสารแก้ไขปัญหาให้กับผู้รับบริการอย่างเป็นมิตรและมีคุณภาพ และรอยยิ้มอย่างอ่อนโยน คือสิ่งที่สำคัญที่สุด” จริงๆ นะ
รางวัลชมเชย “จดหมายเพื่อนแห่งภูผา”
เมื่อสงครามสิ้นสุดลง ทหารกล้าทั้งหลายต่างกลับบ้าน ทว่า…พ่อของเพื่อนกลับหายสาบสูญอย่างไร้ร่องรอยในสนามรบ
พ่อเป็นทหารพรานอาสาสมัครเขตแดนไทย-ลาว ทางอีสานตอนเหนือของประเทศไทย หลังจากที่พ่อเสีย แม่ได้พาเพื่อนย้ายมาอยู่กับญาติและมีครอบครัวใหม่ ใจจริงเพื่อนอยากเป็นทหารกล้าเหมือนพ่อ แต่พอเพื่อนเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายได้สมัครเป็นครูอาสาในหนังสือพิมพ์ที่ลงประกาศของจังหวัดแห่งหนึ่ง เพื่อนนั่งรถทัวร์ 2 วัน 1 คืนกว่าจะถึงตัวจังหวัด แล้วนั่งรถสองแถวต่อไปที่อำเภอ ต้องนั่งรถรับจ้างต่อเข้าไปหมู่บ้านอีก 22 กิโลเมตร ทำให้เพื่อนเหนื่อยกับการเดินทาง ถนนเต็มไปด้วยหลุมขรุขระลาดด้วยทางลูกรัง ทำให้ตัวแดงมอมแมมหมด แต่พอมาถึงหมู่บ้านก็หายเหนื่อย เพราะชาวบ้านให้การต้อนรับเป็นอย่างดี เพื่อนได้พักที่บ้านของผู้ใหญ่บ้าน แม้จะได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี แต่เพื่อนก็คิดถึงบ้าน อยากร้องไห้แต่ก็ร้องไห้ไม่ออก เพราะได้ตัดสินใจแล้ว
เพื่อนได้ทานอาหารเย็น ที่พ่อผู้ใหญ่และลูกบ้านจัดเตรียมไว้ให้ ทุกคนช่างใจดีเหลือเกิน น่ารักทุกคนเลย ชาวบ้านพูดภาษาถิ่น เพื่อนฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะเพื่อนใช้ภาษากลาง แต่ก็มีลูกชายผู้ใหญ่บ้านชื่อภูผาเป็นล่ามแปลให้ ดูแล้วภูผาไม่ใช่ผู้ชายแมนเต็มร้อย เขาเรียนจบมัธยมต้น อายุแก่กว่าเพื่อนราว 1 ปี แต่ก็เป็นมิตรที่ดี
อากาศตอนเช้าช่างดีเหลือเกิน ไม่หนาวเย็นมากนัก พ่อผู้ใหญ่เอ่ยถาม “เมื่อคืนหลับสบายดีไหม ขาดเหลืออะไรบอกได้นะครับครู” หมู่บ้านก็ไม่มีไฟฟ้าใช้ มีไฟฟ้าจากแบตเตอรี่และตะเกียงเจ้าพายุ ไม่เหมือนในเมือง “เพื่อนพออยู่ได้ค่ะพ่อผู้ใหญ่ แต่คิดถึงบ้าน” “ใหม่ๆ ก็อย่างนี้ทุกคนล่ะครู ครูยังเด็กอยู่เลย” “ค่ะ 19 ปี เพื่อนเพิ่งเรียนจบค่ะ” “เดี๋ยวไอ้ภูจะพาครูไปดูโรงเรียนต้องเดินไปอยู่เนินเขานู้น” เพื่อนไม่เคยเดินทางไกลแบบนี้มาก่อน ทำให้ปวดขามาก พอมาถึงโรงเรียน เห็นอาคารเพิงหญ้าคร่ำครึ กระดานดำ 1 แผ่น นักเรียน 30 คน ไม่แยกชั้นเรียน ต้องเรียนรวมกัน ภูผาอาสาเป็นผู้ช่วยเพื่อน
เพื่อนจัดแจงตารางเรียนตามอายุและแบ่งเวลาให้แต่ละกลุ่มตามความพร้อม วันแรกยังไม่ได้สอนอะไร ทั้งสองช่วยกันจัดสถานที่เรียน สิ่งหนึ่งที่ทำให้เพื่อนไม่ท้อและหายเหนื่อยคือรูปในหลวงและพระราชินี อยู่ในกรอบรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าคนละข้างของกระดานดำ เดินออกมาเห็นธงชาติไทยที่ใช้ร้องเพลงชาติไทยทุกเช้าก่อนเข้าเรียน ปลิวไสวอยู่บนเสาไม้ไผ่ทำให้เพื่อนรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้รับใช้ชาติและได้เกิดในแผ่นดินไทย เพื่อนถามพี่ภู “ถ้าข้ามเขาลูกนั้นไปเป็นจังหวัดอะไร” “ชายแดนไทย-ลาว” ภูตอบ “คงน่ากลัว” เพื่อนพูดเสียงสั่นเครือ “น่ากลัวสิ เดินสุ่มสี่สุ่มห้าเจอระเบิด ผมอยากให้ครูมาดูนี่” “ดูอะไร” “มาเถอะ”
ภูผาพาเพื่อนเดินมาดูที่หน้าผามองลงไปข้างล่างเห็นฟากริมแม่น้ำโขงที่ไหลผ่าน “เวลาพระอาทิตย์ขึ้นลงจะสวยมาก ผมให้ครูมาดูในตอนเช้าและตอนเย็น เห็นชาวบ้านบ่นว่าลำน้ำโขงลดลงไม่รู้ว่าใครกั้นต้นน้ำ พืชพันธุ์ไม่มีน้ำพอใช้ทำการเกษตร” สนทนากันครู่ใหญ่เพื่อนและภูผาก็พากันกลับบ้าน
พอกลับถึงบ้าน ก็มีคนกลุ่มใหญ่รอต้อนรับ คือพ่อผู้ใหญ่พร้อมภรรยากับลูกบ้านชายหญิง จากนั้นก็รวมกลุ่มพูดคุยกัน บางคนเล่าว่า ป่าไม้ถูกลักลอบตัดโดยเฉพาะไม้สัก มะค่า ประดู่ หลายสิบต้น สัตว์ป่าก็ถูกล่า พ่อผู้ใหญ่เอ่ยว่าเย็นนี้จะพาลูกบ้านเข้าป่าไปตระเวนช่วยเจ้าหน้าที่ทางการอีกแรง
คืนนี้เพื่อนนอนหลับไม่สบาย ด้วยเสียงปืนที่ดังมาเป็นระยะจนถึงเช้า ทำให้เพื่อนต้องตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ และได้ยินพ่อผู้ใหญ่บอกว่ามีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 1 นาย ยิงปะทะกับคนตัดไม้เถื่อน 4-5 คน นับวันยิ่งบุกรุก สายเลือดทหารทำให้เพื่อนอยากช่วยชาวบ้านในการปกป้องป่าและรักษาต้นน้ำ จึงขออาสาไปลาดตระเวนในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์
เมื่อถึงวันลาดตระเวน เพื่อน ภูผา และชาวบ้าน เดินขึ้นเขาลัดเลาะตามแม่น้ำจนไปเจอเขื่อนกั้นน้ำไม่ให้น้ำไหลผ่านลงมาด้านล่าง มองไปอีกฟากเห็นหมู่บ้านเล็กๆไกลออกไป ชาวบ้านบอกว่า หมู่บ้านฝั่งตรงข้ามไม่ใช่คนไทย เป็นชาวต่างชาติอพยพมาตั้งถิ่นฐานใหม่ เจ้าหน้าที่ช่วยกันทำลายแผงกั้นน้ำออกซีกหนึ่ง และได้เข้าไปเจรจากับอีกฝ่ายให้เข้าใจ รวมถึงปัญหาการลักลอบตัดไม้และล่าสัตว์ป่า ในระหว่างที่ชาวบ้านกำลังเจรจากัน เพื่อนและภูผาขอกลับลงเขามาก่อน เพราะต้องไปสอนหนังสือให้กับเด็กๆ เจ้าหน้าที่ได้ตามมาส่งภูผาและเพื่อน กว่าจะถึงโรงเรียนก็ใกล้พลบค่ำแล้ว ปั๊ง! ปั๊ง! ปั๊ง! เพื่อนได้ยินเสียงกระสุนปืนหลายสิบนัดดังขึ้นใกล้ตัว ทันใดก็มีร่างใครคนหนึ่งล้มเซลงมาทับตัวเพื่อนอย่างหนักอึ้ง ภูผา! ภูผา!!!
พระอาทิตย์ค่อยๆเคลื่อนลงซบผืนดินอย่างอ้างว้าง เหลือเพียงร่างไร้ชีวิตของภูผาในอ้อมกอดของเพื่อน “นี่หรือฉากสุดท้ายของชีวิตหนึ่งที่เสียสละเพื่อปกป้องป่าไม้ต้นน้ำและสัตว์ป่า ชีวิตที่ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน แต่เพื่อคงไว้แก่ลูกหลาน ภูผา…ฉันจะจดจำคำที่เธอพร่ำบอก” “….ครูนั้นดั่งดวงอาทิตย์ที่ให้แสงสว่างอย่างยิ่งใหญ่แก่ผืนป่า ผืนน้ำ ภูอยากให้ครูสอนหนังสือให้แก่เด็กเยอะๆ ครับ ปลูกฝังให้เด็กเป็นคนดี รักป่า รักน้ำ ” ในห้วงคิดคำนึงของเพื่อน “ สายน้ำ คือหัวใจ ป่าไม้ คือชีวิต หากไม่มีป่า ไม่มีน้ำ แล้วจะมีชีวิตได้อย่างไรกัน”